ตอบทุกคำถามที่อยากรู้เกี่ยวกับมะยงชิด ติดต่อเรา แผนที่สวนอุดมการเกษตร
เมนูหลัก
ความเป็นมาสวนอุดมการเกษตร
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลักษณะทั่วไปของมะปราง-มะยงชิด( Marian plum )
ก่อนทำสวนมะยงชิด ควรรู้เรื่องดินกันก่อนนะคะ
การดูแลมะยงชิดช่วงแตกใบอ่อน
การขยายพันธุ์มะยงชิด
อยากให้ Webนี้ คงอยู่หรือไม่
อยากให้ออนไลท์อยู่
ไม่อยากให้ออนไลท์
Locations of visitors to this page

เรื่องดิน ดิน

 

 

ก่อนทำสวนมะปราง หรือมะยงชิด

                      แม้มะปราง หรือมะยงชิด เป็นพืชสวนที่จัดได้ว่าใช้ทุนในการดูแลรักษาต่ำกว่าพืชสวนอีกหลายชนิด ก็จริงอยู่  แต่ในระบบการทำสวนเพื่อธุรกิจในปัจจุบันจำเป็นที่จะต้องใช้ความรู้ทั้งด้านวิชาการ  ด้านเศรษฐศาสตร์และด้านบริหารการจัดการ  เข้ามาบริหารจัดการให้การลงทุนได้ ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับเงินทุน และเวลาที่สูญเสียไป

                      ก่อนจะทำสวนมะปราง สิ่งที่จะต้องเรียนรู้ในเบื้องต้นก่อนก็คือ เรื่องของดิน

                     ดิน     แม้จะเป็นคำที่มนุษย์คุ้นเคยและใช้ประโยชน์มาตั้งแต่เกิดก็จริง อยู่  แต่ถ้าลึก ๆ ลงไปว่า  เรารู้จักดินแค่ไหน  เพียงใดแล้ว  เชื้อว่าคน เป็นจำนวนมากจะไม่สามารถให้คำอธิบายได้อย่างละเอียด  ทั้งนี้เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา  แม้เราจะใช้ประโยชน์จากดินมากมายในการทำไร่  ทำนา  ทำสวน  หรือนำไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพอื่นๆ  ก็ตามที แต่เราก็ไม่ค่อยได้ศึกษาลึกลงไปถึงสิ่ง ที่ประกอบเป็นดิน  หรือการเกิดของดิน เลยแม้แต่น้อย

       การทำสวนในสมัยดั้งเดิม ก็ไม่มีใครศึกษาเรื่องดินอย่างละเอียด เพียงแต่เจ้าของสวนทดลอง  นำพืชสวนมาปลูก  หากพืชสวนชนิดใดเจริญงอกงามให้ดอก  ให้ผลดก ก็จะปลูกพืชชนิดนั้นเป็นหลัก  ส่วนพืชชนิดใดที่ปลูกแล้วไม่เจริญงอกงาม  หรือเจริญงอกงามแต่ไม่ให้ผล  หรือให้ผลแต่รสชาติไม่อร่อย  ก็จะไม่ปลูกพืชชนิดนั้น

            การที่พืชเจริญงอกงามหรือแคระเกร็น ให้รสชาติอร่อยหรือไม่นั้นความจริงแล้วเป็นเพราะความอุดมสมบูรณ์ และธาตุอาหารในดินเป็นหลักทั้งนี้เพราะต้นไม้แต่ละชนิดต้องการธาตุอาหารต่างกัน

            ในทางวิชาการพืชสวนนั้นได้มีการศึกษาค้นคว้ากันมานานแล้วว่าพืชสวนแต่ละชนิดต้องการธาตุอาหารอะไรเป็นธาตุอาหารหลัก  และธาตุอาหารอะไรเป็นธาตุอาหารรอง  ดินจากบริเวณไหนเหมาะสำหรับปลูกผลไม้อะไร  เป็นต้น  แต่ชาวสวนสมัยก่อน เรียนรู้ว่าดินในสวนของตนควรจะปลูกพืชอะไรก็จากการทดลองปลูก  ซึ่งกว่าจะทราบผลก็ต้องใช้เวลาอันยาวนาน

            ปัจจุบันวิทยาการต่างๆ เจริญก้าวหน้าไปมาก  ชาวสวนรุ่นใหม่จะนำหลักวิชาการมาประยุกต์มาใช้ร่วมกับภูมิปัญญาชาวสวนดั้งเดิม  เช่น  เมื่อคิดจะทำสวนก็จะเริ่มศึกษาเรื่องดินเสียก่อน  ซึ่งการศึกษาเรื่องดินในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องยากอะไร  เพียงแต่นำตัวอย่างดินไปให้หน่วยงานที่ส่งเสริมเรื่องการเกษตร ทำการวิเคราะห์ในห้องปัฎิบัติการก็จะทราบผลภายในเวลาไม่นานนักว่า ดินในบริเวณนั้นๆ เหมาะที่จะปลูกพืชอะไร

            ในชั้นต้นนี้ขอนำความรู้เรื่อง  ดินมาศึกษากันดังต่อไปนี้

            ดินคืออะไร

            ดินในความหมายทางวิชาการ หมายถึง เทหวัตถุธรรมชาติ( nationalbody) ที่ปกคลุมผิวโลก  ดินเหล่านี้จะเกิดจากการแปรสภาพหรือการย่อยสลายของหิน  แร่ธาตุ  และอินทรียวัตถุ อันหลาย ผสมคลุกเคล้ากัน ตามธรรมชาติ ทับถมรวมกันเป็นชั้น (profile)  บางๆ เมื่อมีน้ำในและอากาศในสัดส่วน ที่เหมาะสมก็จะกลายเป็นธาตุอาหารให้พืชเจริญเติบโตได้

            นอกจากนี้นักวิชาการยังให้ความหมายของดิน เพื่อความเข้าใจง่ายๆ ว่า ดินคือของผสมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ  โดยประกอบไปด้วย

1.              เศษแร่ชนิดต่างๆ

2.              อินทรียวัตถุที่เน่าเปื่อยผุพัง ( เช่น จากพืช ซากสัตว์หรือจุลินทรย์ในดิน)

3.              จุลินทรย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

4.              น้ำ

5.              อากาศ

สิ่งทั้งหลายเหล่านี้คือ ส่วนผสมสำคัญที่ทำให้เกิดดินขึ้น

องค์ประกอบของดิน (soil component)

ถ้าเราหยิบดินขึ้นมากำมือหนึ่ง  แล้วพิจารณาตรวจสอบโดยละเอียดแล้ว  จะพบว่าดินนั้นมีองค์ประกอบไปด้วยสิ่งต่างๆ 4 ส่วนใหญ่ ๆดังนี้

1.อนินทรยวัตถุ(Mineral หรือ Inorganic Matter)

อนินทรยวัตถุ คือ เศษชิ้นส่วนเล็กๆ ที่เหลือจากการสลายตัวของ หิน และแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งเศษชิ้นส่วนเล็กๆ ดังกล่าวนี้เป็นส่วนสำคัญของการเกิดดิน คิดเป็นร้อยละในดินแล้วจะมีอยู่ประมาณร้อยละ 45

            อนินทรียวัตถุดังกล่าว เป็นแหล่งธาตุอาหารสำคัญที่ทำให้พืชเจริญเติบโต

2. อินทรียวัตถุ (Organic Matter)

อินทรียวุตถุ คือ ส่วนที่เหลือ จากการเน่าเปื่อยย่อยสลายของเศษพืช ซากสัตว์ที่ล้มตายทับถมก่ายกองกัน  อินทรียวัตถุดังกล่าวนี้หมายรวมถึงจุลินทรย์ในดินด้วย

            อินทรียวัตถุมีอยู่ละประมาณร้อยละ 5 ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษช่วยทำให้ดินร่วนซุย  อุ้มน้ำได้ดี เป็นแหล่งอาหารและแหล่งพลังงานสำคัญแก่ พืชและจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในดิน

3.น้ำในดิน (Soil Water)

            น้ำในดินพบมากในช่องว่างระหว่างก้อนดิน (age gate) และอนุภาคดิน(parlicle) ซึ่งเรียกช่องนี้ว่า pore space

            น้ำในดินมีอยู่ประมาณร้อยละ 25 เป็นวัตถุดิบที่จำเป็นในขบวนการสังเคราะห์แสง (photosynthesis) ทำหน้าที่สำคัญในการละลายธาตุอาหาร และทำหน้าที่ลำเลียงธาตุอาหารส่งให้เซลล์ของพืชที่มีชีวิตอุดมสมบูรณ์

            4. อากาศในดิน(Soil Air)

            อากาศในดินจะอยู่ในช่องว่างของดิน โดยมีก๊าซต่างๆ เป็นส่วนผสมที่สำคัญ เช่น ก๊าซไนโตรเจน  ออกซิเจน  คาร์บอนไดออกไซด์  รวมทั้งก๊าซอื่นๆ

            อากาศในดินจะมีอยู่ประมาณร้อยละ 25 ความสำคัญของอากาศในดินก็คือ เป็นสิ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของรากพืชและจุลินทรีย์ในดิน

            ได้มีการวิเคราะห์กันว่า ดินที่เหมาะสำหรับการเพาะปลูกนั้น จะประกอบไปด้วยสิ่งต่างๆ ในสัดส่วนดังต่อไปนี้

1.              แร่ธาตุ ร้อยละ 45

2.              อากาศ ร้อยละ 25

3.              น้ำ ร้อยละ 25

4.              อินทรยวัตถุ ร้อยละ 5

ดินที่มีส่วนผสมของสิ่งต่างๆ ตามสัดส่วนที่ยกมา เป็นตัวอย่างนั้นจัดว่า เป็นดินที่เหมาะสมแก่การทำสวนยิ่งนัก

ชั้นของดิน

               ดินในส่วนแต่ละส่วนย่อมมีความแตกต่างกัน  การวิเคราะห์ชั้นดิน แต่ละชั้นมีความสำคัญยิ่งต่อการทำสวนมะปราง หรือมะยงชิด

               ถ้าเราขุดดินลงไปแล้วมองภาพหน้าตัดของดิน  จะพบว่า  ดินนั้นจะมีการทับถมกันเป็นชั้นๆ อย่างเห็นได้ชัด การที่ดินเป็นชั้นๆ เช่นนี้ก็เนื่องจากการเกิดดินนั้นสะสมต่อเนื่องกันมายาวนาน   ทำให้เกิดเป็นชั้นดินทับถมเป็นชั้น(horizon)

               ดินที่ทับถมกันเป็นชั้นๆ ตามแนวดิ่งนี้ เรียกว่า  รูปด้านตัดของดิน (soil profile) ซึ่งในทางวิชาการจะแบ่งชั้นดินดังกล่าวนี้คร่าวๆ เป็น 4ชั้นด้วยกันคือ

1.              ชั้นผิวดิน

2.              ดินชั้นล่าง

3.              ชั้นของวัตถุที่ให้กำเนิดดิน

4.              ชั้นหินดาน

 

 

1.   ชั้นผิวดิน ( Surface Soil)

ชั้นผิวดินเป็นชั้นที่อยู่บนสุดของดิน  ดินในชั้นนี้จะเป็นดินที่มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์  ทั้งนี้เนื่องจากเป็นชั้นดินที่มีอินทรียวัตถุย่อยสลายปะปนอยู่มากกว่าดินในชั้นอื่น ๆ

ดินในชั้นผิวดินจะมีสีคล้ำดำ ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า  ดินดำ ซึ่งมีการซื้อขายกันด้วยราคาที่แพง

2.   ดินชั้นล่าง ( Sub Soil)

ดินชั้นล่างเป็นชั้นดินที่อยู่ถัดลงไปจากินชั้นผิวดิน  ดินชั้นนี้ยังเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่  แต่น้อยกว่าดินชั้นผิวดิน  ทั้งนี้เพราะมีอินทรียวัตถุผสมอยู่น้อยกว่า

3.   วัตถุต้นกำเนิดดิน (Parent Material)

วัตถุต้นกำเนิดดินในชั้นนี้เป็นดินที่อยู่ลึกถัดจากดินชั้นล่าง

       ดินในชั้นนี้จะประกอบไปด้วยแร่และหินที่สลายตัวผุพังมาเป็นเวลานานจนกลายเป็นดิน  ซึ่งในทางวิชาการถือว่าวัตถุในชั้นดินนี้ คือ วัตถุต้นกำเนิดดินชั้นล่างและผิวดิน

4.   ชั้นหินดาน  (Bed Rock)

ชั้นหินดานเป็นชั้นหินที่อยู่ลึกที่สุด  เป็นชั้นหินแข็งที่ยังไม่ผุสลายดินชั้นนี้ถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการให้กำเนิดดินทั้ง 3 ชั้นบนที่กล่าวถึงมาแล้ว

1.   ดินที่อยู่เหนือชั้นหินดินดานและชั้นวัตถุต้นกำเนิดดิน  ดินในชั้นนี้คือ  ดินในส่วนที่กำลังจะสลายตัวพร้อมที่จะเป็นดิน เรียกดินลักษณะนี้ว่า regolith

2.   ส่วนดินที่อยู่หินดานและวัตถุที่ให้กำเนิดดินในชั้นนี้เรียกว่า               sub station

                         จะเห็นได้ว่าในจำนวนชั้นดินทั้ง 4 ชั้นนี้ ดินชั้นที่ถือว่ามีความสำคัญ         สำหรับการทำสวน (หรือการเพาะปลูกอื่น ๆ ) มากที่สุด คือ ดินชั้นผิวดิน  ซึ่งเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์  มีธาตุอาหารที่เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตมากที่สุด  ส่วนดินชั้นล่าง ๆ ลงไปแม้จะมีธาตุอาหารน้อยแต่ก็เป็นชั้นดินที่มีความสำคัญ  เพราะเป็นชั้นที่มี่แหล่งน้ำอยู่ใต้ผิวดิน

                                    การศึกษาเรื่องดินนับว่ามีความจำเป็นสำหรับการสร้างสวนยุคใหม่มิใช่น้อย  ทั้งนี้เพราะปัจจุบันเราสามารถฟื้นฟูสภาพดิน  และพัฒนาพันธุ์ไม้ให้สอดคล้องกับสภาพดินได้ในหลายวิธี

    




free web counter

buy zyban counter
buy zyban counter dot com
 
ดู udomkarnkaset ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า 
© 2014 All Rights Reserved
Powered by
udomkarnkaset.com